บทที่ 8 คืนแรกใต้หลังคาเดียวกัน
คืนแรกใต้หลังคาเดียวกัน
วาริณีมองหน้าลูกสาวนิ่ง ราวกับพยายามถามว่า ต้องแลกด้วยอะไร
แต่พิชญาไม่กล้าบอก อย่างน้อยไม่ใช่วันนี้ หญิงสาวจึงเพียงกุมมือมารดาไว้แน่นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม่เชื่อพิชานะคะ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง วาริณีจึงพยักหน้าอย่างช้า ๆ พิชญายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนก้มลงจูบหลังมือแม่ “งั้นแม่ต้องรีบหายนะ พิชาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดทุน”
วาริณีหลุดเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สามีเสียชีวิต เสียงนั้นเบามาก แต่สำหรับพิชญา มันมีค่ามากพอที่จะทำให้เธอมั่นใจว่า ต่อให้สามปีข้างหน้าต้องเจอกับอะไร การตัดสินใจในวันนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่า
ก่อนออกจากห้อง หญิงสาวหันกลับไปมองมารดาอีกครั้ง แล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความที่เพิ่งเข้ามา
อชิระ : สองทุ่ม คนของผมจะไปรับคุณที่บ้าน อย่าสาย
รอยยิ้มบนใบหน้าของพิชญาค่อย ๆ จางลง เพียงก้าวพ้นประตูโรงพยาบาล โลกของลูกสาวที่กำลังดูแลแม่ก็สิ้นสุดลงชั่วคราว
จากคืนนี้เป็นต้นไป...
เธอต้องกลับไปทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ภรรยาของอชิระ วราธิกุล
สองทุ่มตรง รถยนต์สีดำคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านศิขรเมธินตามเวลาที่อชิระแจ้งไว้ไม่มีผิด พิชญายืนมองผ่านกระจกหน้าต่างห้องนอน ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางสองใบกับลังใส่ของส่วนตัวอีกไม่กี่กล่อง สิ่งของทั้งหมดน้อยเสียจนเธอเองยังรู้สึกแปลกใจ ทั้งที่บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งเธอเติบโตมาตลอดชีวิต
หญิงสาวเดินผ่านห้องทำงานของบิดาระหว่างลงบันได ฝีเท้าหยุดลงโดยไม่ตั้งใจ ประตูห้องยังปิดสนิทเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้าเข้าไปจัดอะไรตั้งแต่พิชิตเมธเสียชีวิต พิชญายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือแตะสร้อยเส้นเล็กที่คล้องอยู่ตรงลำคอ “พิชาจะรักษาบ้านไว้นะคะพ่อ”
เธอพูดกับประตูที่ไม่มีวันเปิดออกมาตอบอีกแล้ว จากนั้นจึงสูดลมหายใจลึกแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับ
ชายในชุดสูทซึ่งยืนรอข้างรถเข้ามารับกระเป๋าอย่างสุภาพ “คุณอชิระให้ผมมารับครับ”
“เขาไม่ได้มาด้วยหรือคะ”
“คุณอชิระยังมีประชุมครับ”
พิชญาแค่นยิ้มในใจ นั่นสินะ การรับภรรยาเข้าบ้านคงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขาอยู่แล้ว ในเมื่อการแต่งงานของพวกเธอไม่มีแม้แต่งานพิธี ไม่มีแขก ไม่มีคำอวยพร และไม่มีแม้แต่แหวนสักวง
รถใช้เวลาเกือบชั่วโมงจึงมาถึงบ้านวราธิกุล ตัวบ้านตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างด้านนอกใจกลางเมือง รั้วสูงทอดยาวจนแทบมองไม่เห็นปลายทาง ภายในเงียบสงบและเป็นส่วนตัว บ้านหลังใหญ่ถูกออกแบบด้วยเส้นสายทันสมัย แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบไม่ต่างจากเจ้าของบ้าน
แม่บ้านสูงวัยออกมาต้อนรับ “คุณพิชญาใช่ไหมคะ เชิญด้านในค่ะ คุณอชิระสั่งเตรียมห้องไว้ให้แล้ว”
คำว่า ห้อง ทำให้พิชญาถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยผู้ชายคนนั้นก็ยังจำข้อตกลงเรื่องแยกห้องได้
“ขอบคุณค่ะ”
แม่บ้านพาเธอขึ้นชั้นสอง ห้องที่จัดไว้กว้างขวางเกินความจำเป็น มีห้องแต่งตัว ห้องน้ำ และระเบียงส่วนตัวครบถ้วน ทว่าพิชญากลับมองเห็นสิ่งผิดปกติตั้งแต่ก้าวแรก เพราะเสื้อผ้าบางส่วนของเธอซึ่งเพิ่งถูกขนมาจากบ้านกลับถูกจัดเข้าไปในตู้เรียบร้อยแล้ว
“ใครเป็นคนเปิดกระเป๋าฉันคะ”
“คุณอชิระสั่งให้แม่บ้านจัดค่ะ”
หญิงสาวหันขวับ “คราวหน้าไม่ต้องนะคะ ของส่วนตัวฉันจัดเอง”
แม่บ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับอย่างสุภาพ พิชญาไม่ได้ตั้งใจจะลงอารมณ์กับอีกฝ่าย เพียงแค่ไม่ชอบความรู้สึกที่มีคนเข้ามาจัดการชีวิตของเธอโดยไม่ถาม
หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ หญิงสาวนั่งเปิดเอกสารของบริษัทอยู่บนโซฟา เธอตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลือคืนนี้ตรวจบัญชีต่อ แต่เสียงรถที่ดังมาจากหน้าบ้านทำให้สายตาเผลอเหลือบไปยังนาฬิกา
เกือบห้าทุ่มแล้ว
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นตรงทางเดิน ก่อนประตูห้องจะถูกเปิดโดยไม่มีการเคาะ พิชญาหันกลับทันที “คุณ!”
อชิระยืนอยู่ตรงประตู เสื้อสูทถูกถอดพาดแขน เนกไทคลายออกเล็กน้อย ใบหน้าคมยังคงมีร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน “ทำไมยังไม่นอน”
“ก่อนอื่น ช่วยเคาะประตูด้วยค่ะ”
ชายหนุ่มปรายตามองประตู ก่อนมองกลับมาที่เธอ “บ้านผม”
“แต่ห้องฉัน”
“ห้องในบ้านผม”
พิชญาปิดแฟ้มดังปึก “ถ้าจะหาเรื่องกันตั้งแต่คืนแรก ฉันไม่ว่างค่ะ”
อชิระเดินเข้ามาโดยไม่สนใจสีหน้าของเธอ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่บนแฟ้มบัญชี “ยังจะทำงานอีก?”
“หนี้ไม่ได้หายไปเพราะฉันแต่งงานกับคุณนี่คะ”
คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นกระเป๋าเดินทางที่ยังเปิดค้างอยู่ “เอาของมาแค่นี้?”
“ฉันไม่ได้ย้ายมาอยู่ตลอดชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนวูบหนึ่ง “จำแม่นดีนี่ สามปี”
“ฉันตั้งใจจะจำทุกวันค่ะ”
อชิระหัวเราะในลำคอ ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้า “รีบไปจากผมขนาดนั้นเลย?”
พิชญาเงยหน้ามองอย่างระแวง “คุณต้องการอะไร”
“ถามเฉย ๆ”
“คนอย่างคุณไม่มีคำว่าถามเฉย ๆ หรอกค่ะ”
“รู้จักผมดีแล้วหรือ”
“เท่าที่เจอก็พอจะรู้แล้ว” เธอรวบเอกสารขึ้น แต่ขณะกำลังจะเดินผ่าน เขากลับยกแขนขวางทางไว้ พิชญาหยุดทันที ก่อนมองแขนเขาแล้วเลื่อนสายตาขึ้นไปสบตาเจ้าของ “หลีกค่ะ”
“พรุ่งนี้หกโมงครึ่งลงไปกินข้าว”
“ฉันไม่กินมื้อเช้า”
“ต่อไปต้องกิน”
“คุณสั่งพนักงานอยู่หรือคะ”
“ผมบอกภรรยา”
คำเรียกนั้นทำให้หัวใจเธอกระตุกอย่างน่ารำคาญ “อย่าใช้คำนี้เหมือนมันมีความหมายอะไรนักเลยค่ะ เราต่างรู้ว่ามันเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง”
